วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

สุภาษิตล้านนา


สุภาษิตล้านนา

การให้ความหมายทางสังคมต่อความเป็นเพศ

สุภาษิตล้านนาที่สอนเฉพาะหญิงและชายที่เลือกมาศึกษาครั้งนี้มีทั้งหมด 20 บท โดยใช้

สุภาษิตที่ยุทธ เดชคำรณ ได้รวบรวมไว้ในหนังสือภาษิตล้านนา เนื่องจากมีสุภาษิตล้านนามาก

บทและมีความหลากหลายทำให้สามารถมองเห็นภาพรวมของความคิด ความเชื่อในเรื่องต่าง

 ๆ ของชาวล้านนาได้ดี ซึ่งสุภาษิตทั้ง 20 บทนี้ เป็นเหมือนข้อสรุปทางความคิดในเรื่องการสอน

และเป็นข้อเตือนใจสำหรับชายหญิงของสังคมชาวล้านนาที่มีมาแต่อดีตและยังสามารถใช้ได้ดี

ในปัจจุบันทั้งแก่ผู้ที่มีครอบครัวแล้วและมีบทบาทหน้าที่เป็นสามีเป็นภรรยา หรือข้อการปฏิบัติ

ของหนุ่มสาวล้านนา เป็นต้น


การศึกษาสุภาษิตล้านนาที่เคยมีผู้ศึกษาไว้นั้น ส่วนใหญ่เป็นการรวบรวมสุภาษิตล้านนาทั้งหมด

ที่มีแล้วนำมาจัดเข้าเป็นหมวดหมู่โดยเรียงลำดับอักษรหรือเรียงตามหมวดของลักษณะความ

หมายเช่น สุภาษิตที่เกิดจากธรรมชาติ สุภาษิตที่เกิดจากประเพณี สุภาษิตที่เกิดจากอุบัติเหตุ 

เป็นต้น


สุภาษิตที่สอนเฉพาะเพศชาย


  • กันเข้าวัดหื้ออู้คำปราชญ์ กันเข้ากาดหื้อเป็นพ่อค้า

  • กันเป็นผู้ชายอย่าฟังคำส่อ กันเป็นพ่ออย่าหลงคำแม่น้า

  • คนชาย ถ้าหมั่นแล้ว บ่แคล้วแพ้ใจสาว

  • จะเอาเมีย อย่างกลัวการ เป็นทหารอย่ากลัวศึก

  • ผู้ชายจะยังเป็นลูก จนถึงวันที่มีเมีย

  • หญ้าเป็นข้าควาย ผู้ชายเป็นข้าหญิง
  • ผ่อชายมีผญา หื้อผ่อเมื่อยามกินเหล้า
  • จะมีผัวอย่ากลัวมีท้อง
  • มีผัวมีลูก เหมือนเชือกผูกมัดแข้ง มัดขา
  • มีผัวมีลูก มีโซ่ผูกพันชั่วชีวิต
  • หญิงเดือน หญิงด่า หื้อพิจารณาถี่ ๆ
  • เป็นสาว เปิ้นช่างว่าร้าย เป็นแม่ร้างแม่ม่ายเปิ้นช่างดูแคลน
  • หญิงเยียะการสบาย ชายเยียะการหลายแท้นอ
  • หญิงเป็นเสาเรือนเอก ชายเอกเขนกสั่งการ
  • หญิงรักที่น้ำใจ ชายรักที่หุ่นร่าง
  • หญิงรักแล้ว ตึงรักหลาย ๆ ชายรักที่หุ่นร่าง
  • หญิงลุกเช้า ชายลุกขวาย สองตายายอยู่กันจนเฒ่า
  • ถ้าผัวว่าแล้ว เมียแก้วอย่าเกิน ถ้าผัวทำเพลิน เมียต้องว่าห้าม
  • หญิงเป็นผู้จ่าย ชายเป็นผู้ริ
  • ผัวเป็นหิง เมียเป็นข้อง ตีกลองทิงมอง ม่วนล้ำ

ร้อยกรองคำคม


ร้อยกรองคำคม


ดอกไม้มีหนามแหลม
มิใช่แย้มคอยคนชม
บานไว้เพื่อสะสม
ความอุดมแห่งผืนดิน

...................................

คืนนี้มืด ใช่มืดสนิท
ไฟดวงนิด ยังมีแสง
ขอเพียงลม พัดมาแรง
เถ้ามอดแดง ก็จะลาม

.....................................

ที่รัก...รีรอร้องร่ำทำไม
รีบก้าวต่อไปข้างหน้า
ทิ้งฉันไว้ ทิ้งฉันไว้ จะตายช้าช้า
หากคุณค่าได้สืบต่อฉันพอใจ
..........................................

ฉันคือกรวดเม็ดร้าว
แหลกแล้วด้วยความเศร้า หมองหม่น
ปรารถนาเป็นธุลีทุรน
ดีกว่าทนกลั้นใจอยู่ใต้น้ำ

............................................

จาก ใบไม่ที่หายไป ของ จิระนันท์ พิตรปรีชา 
ปลาร้าพันห่อด้วย ใบค้า
ใบก็เหม็นคาวปลา คละคลุ้ง
คือคนหมู่ไปหา คบเพื่อน พาลนา
ได้แต่ร้ายร้ายฟุ้ง เฟื่องให้เสียพงศ์ฯ

......................................................................

กบเกิดในสระใต้ บัวบาน
ฤาห่อนรู้รสมาลย์ หนึ่งน้อย
ภุมราอยู่ไกลสถาน นับโยชน์ ก็ดี
บินโบกมาค้อยค้อย เกลือกเคล้าเสาวคนธ์ฯ

.........................................................................

ห้ามเพลิงไว้อย่าให้ มีควัน
ห้ามสุริยะแสงจันทร์ ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน คืนเล่า
ห้ามดั่งนี้ไว้ได้ จึ่งห้ามนินทาฯ

..........................................................................

เสียสินสงวนศักดิ์ไว้ วงศ์หงส์
เสียศักดิ์สู้ประสงค์ สิ่งรู้
เสียรู้เร่งดำรง ความสัตย์ ไว้นา
เสียสัตย์อย่าเสียสู้ ชีพม้วยมรณาฯ
..........................................................................
รักกันอยู่ขอบฟ้า เขาเขียว
เสมออยู่หอแห่งเดียว ร่วมห้อง
ชังกัน บ่ แลเหลียว ตาต่อ กันนา
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง ป่าไม่มาบังฯ
..........................................................................

ก้านบัวบอกตื้นลึก ชลธาร
มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำขาน ควรทราบ
หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ บอกร้ายดินแสลงฯ

...................................................................

จาก โคลงโลกนิติ ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร 

................................................................

นานประเทศล้วน นับถือ
คนที่รู้หนังสือ แต่งได้
ใครเกลียดอักษรคือ คนป่า
ใครเยาะกวีไซร้ แน่แท้คนดง
...............................................................
หวานใดไม่หวานนัก
เท่ารสรักสมัครสม
ไร้รักหนักอารมณ์
หวานเหมือนขมอมโศกา

.................................................................

นารีแม้ไร้สรรพ ภูษณา
ผัวก็เป็นอาภรณ์ พิลาศ
แม้ไร้ซึ่งภรรดา งามเหือด
ถึงจะแต่งรัตนมาษ ไป่พร้อมโสภา

.................................................................
จาก พระนลคำหลวง 
...............................................................

ผืนแผ่นดินสิ้นฟ้ากว้างกว่ากว้าง
อ้างว้างลำเค็ญความเป็นอยู่
เธอที่รักกาลเวลาจะเป็นครู
การต่อสู้ช่วยชี้ค่าชีวิต

...........................................................

รักเรียน เรียนรักตระหนักค่า
มีวิชาติดตัวอย่ากลัวหม่น
อย่ากลัวความอาภัพและอับจน
เพราะมีรักในตัวตนคอยติดตาม

............................................................

ดาวหม่นดวงนั้นร่วงไปแล้ว
แต่หลายดวงจะทอแววบรรเจิดจ้า
ตราบโลกยังมีกาลเวลา
คนกล้าก็ย่อมเกิดในแผ่นดิน

..............................................................

ไปเถิดผองเพื่อนและน้องพี่
วันนี้วันหน้าอย่าร้องไห้
ทำความดีใครไม่เห็นไม่เป็นไร
ขอดวงใจเธอแกร่งกล้าพร้อมท้าชิง

.............................................................

ก้าวมากี่ก้าวผ่านหนาวร้อน
ประสบการณ์ชีวิตสอนล้วนแปลกใหม่
ยากนักจักแจ้งและเข้าใจ
ทำไมชีวิตต้องอับจน

................................................................

โลกยังหมุนเวียนเปลี่ยนด้าน
ฟ้าผ่านผสานผสมสี
มีสิความหวังเธอยังมี
อาจเป็นพรุ่งนี้หรือนิรันดร์

.................................................................

เอเป็นคนกล้าฝ่าชีวิต
ไยคิดประชดด้วยทดท้อ
หากเหนื่อยหนักจงพักผ่อนให้เพียงพอ
แล้วลุกก้าวเดินต่อเส้นทางตน

...............................................................

จาก เอื้อมรุ้งมาทอฝัน ของ จุฬา ละคร


โวหารภาพพจน์ในวรรณคดีไทย


โวหารภาพพจน์ในวรรณคดีไทย

การใช้ภาพพจน์ในวรรณคดี

ภาพพจน์ หมายถึง คำ หรือ กลุ่มคำ ที่สร้างขึ้นจากกลวิธีในการใช้คำ เพื่อให้ปรากฏภาพที่เด่นชัดและลึกซึ้งขึ้นในใจทำให้ผู้อ่านและผู้ฟังเกิดจินตภาพคล้อยตาม การสร้างภาพพจน์เป็นสิลปทางภาษาขั้นสูงของการแต่งคำประพันธ์ โดยผู้แต่งใช้กลวิธีการเปรียบเทียบที่คมคายในลักษณะต่างๆ ภาพพจน์มีหลายประเภท แต่ที่สำคัญๆ คือ

อุปมา 

การเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนอีกสิ่งหนึ่ง โดยใช้คำเชื่อมเหล่านี้ "เหมือน ราว ราวกับเปรียบ ดุจ ประดุจ ดัง ดั่ง เฉก เช่น เพียง เพี้ยง ประหนึ่ง ถนัด กล เล่ห์ ปิ้มว่า ปาน ครุวนา ปูน พ่าง ละม้าย แม้น"

อุปลักษณ์ 

การเปรียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง มักใช้คำว่า "คือ" และ "เป็น" เช่น ครูคือเรือจ้าง ทหารเป็นรั้วของชาติ

ถึงห้วยโป่งเห็นธารละหานไหล คงคาใสปลาว่ายคล้ายคล้ายเห็น
มีกรวดแก้วแพรวพรายรายกระเด็น บ้างแลเห็นเป็นสีบุษราคัม
(นิราศเมืองแกลง)

บุคคลวัต 

การสมมุติสิ่งต่าง ๆ ให้มีกิริยาอาการ ความรู้สึกเหมือนมนุษย์ เช่น ดวงตะวัน แย้มยิ้ม, สายลมโลมไล้เอาอกเอาใจพฤกษาลดามาลย์

อติพจน์ 

การเปรียบเทียบโดยการกล่าวข้อความที่เกินจริง มักเปรียบเทียบในเรื่องปริมาณว่ามีมากเหลือเกิน มีเจตนาเน้นข้อความที่กล่าวนั้นให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น เช่น ร้อนตับแตก, คอแห้งเป็นผง, รักคุณเท่าฟ้า, มารอตั้งโกฎิปีแล้ว, ใจดีเป็นบ้า,อกไหม้ไส้ขม, เหนื่อยสายตัวแทบขาด

นามนัย 

การใช้คำหรือวลีที่บ่งลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแสดงความหมายแทนสิ่งนั้นทั้งหมด เช่น ใช้ เวที แทน การแสดง มงกุฎ, พระบาท แทน กษัตริย์ เก้าอี้ แทนตำแหน่งหน้าที่ของผู้บริหาร ข้าวปลา แทน อาหาร

สัญลักษณ์การใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่งที่มีคุณสมบัติหรือลักษณะภาวะบางประการร่วมกันเป็นการสร้างจินตภาพซึ่งใชัรูปธรรมชักนำไปสู่ความหมายอีกชั้นหนึ่ง ส่วนใหญ่มักจะเป็นที่เข้าใจในสังคม เช่น ใช้ ดอกไม้ แทน ผู้หญิง เพราะมีคุณสมบัติร่วมกัน คือความสวยงามและความบอบบาง ใช้ ราชสีห์ แทน ผู้มีอำนาจ เพราะราชสีห์และผู้มีอำนาจต่างมีคุณสมบัติร่วมกันคือความน่าเกรงขาม



สัทพจน์ (Onomatopoeia) 

คือ การเปรียบเทียบโดยใช้คำเลียนแบบให้เห็นท่าทาง แสง สี ได้ยินเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือ หลายอย่างรวมกันก็ได้ มักจะพบในความเป็นธรรมชาติ หรือเครื่องดนตรี หรือเครื่องใช้ตามวิถีชาวบ้าน เช่น



วิภาษ (Oxymoron)

 การเปรียบเทียบความขัดแย้ง หรือสิ่งที่ตรงข้ามกันนำมาจับเข้าคู่กัน เช่น กากับหงส์ ดินกับฟ้ามืดกับสว่าง ดังตัวอย่างเช่น

อรรถวิภาษ (Paradox)

 คือ การเปรียบเทียบการใช้คำที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันแต่เมื่อพิจารณาความหมายลึกซึ้งโดยแท้จริงแล้วอาจเข้ากันได้ หรือนำมาเข้าคู่กันได้อย่างกลมกลืน



อธินามนัย (Metonymy)

 คือ การเปรียบเทียบ โดยจาระไนของหลาย ๆ อย่างที่มีลักษณะเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันมากล่าวนำ และสรุปความหมายรวม คือใช้ชื่อเรียกรวม ๆ แทนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่ง

ปฏิพากย์ 

การนำเอาคำและความหมายที่ไม่สอดคล้องกันและดูเหมือนจะขัดแย้งกันมารวมไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดผลการสื่อสารเป็นพิเศษ เช่น น้ำผึ้งขม, คาวน้ำค้าง, ศัตรูคือยากำลัง, ยิ่งรีบก็ยิ่งช้า, รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ, น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย,แดดหนาว, มีความเคลื่อนไหวในความหยุดนิ่ง


อุปมานิทัศน์ 

การใช้เรื่องราวนิทานขนาดสั้นหรือขนาดยาวประกอบ ขยาย หรือแนะโดยนัยให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเข้าใจได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งในแนวความคิด หลักธรรม หรือข้อควรปฏิบัติที่ผู้เขียนประสงค์จะสื่อไปยังผู้อ่านผู้ฟัง


50 คำคมดีๆ ที่เอามาเคาะหัวใจคุณ


50 คำคมดีๆ ที่เอามาเคาะหัวใจคุณ

1.คาดหวังให้สูงเข้าไว้และแน่นอนว่าต้องเตรียมใจที่จะพบกับความผิดหวังด้วย


2.ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง


3.ถ้าเชื่อว่าไม่แพ้ เราก็จะไม่แพ้


4.คนเข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่บนโลกใบนี้ได้


5.อุปสรรคล้วนเป็นยาขม ไม่มีใครอยากลิ้มลอง แต่ขึ้นชื่อว่ายาขม ส่วนใหญ่มักเป็นยาดีเสมอ


6.ขอบคุณความทุกข์ที่ทำให้ความสุขในคราวต่อมาเป็นความสุขที่แท้จริง


7.เพื่ออะไรกับการรอคอยที่ไม่มีความหมาย


8.ยิ่งบทเรียนยากขึ้นเท่าไหร่ ถ้าเราผ่านมันไปได้เราก็จะยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น


9.กุหลาบไร้หนามมีเพียงมิตรภาพเท่านั้น


10.อย่ากังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แต่ให้คำนึงถึงสิ่งที่กำลังทำ


11.แม้แต่นิ้วของคนเรายังยาวไม่เท่ากัน นับประสาอะไรกับความยั่งยืนของชีวิต


12.โลกใบนี้เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ถ้าไม่ออกเดินทางก็ไม่มีวันค้นพบ


13.ไม่มีใครสะดุดภูเขาล้ม มีแต่สะดุดก้อนหินล้ม


14.ไม่มีใครเข้มแข็งตลอดไปและไม่มีใครอ่อนแอตลอดกาล


15.บางครั้งเราก็เหมือนคนตาบอดมีวิธีเดียวที่จะพาเรามุ่งหน้าไปได้คือการคลำทางเดินหน้าต่อ

ไป


16.อย่าเกลียดน้ำตาเพราะมันคือเพื่อนแท้ อย่าเกลียดความอ่อนแอเพียงเพราะมันไม่ใช่ความ

เข้มแข็ง


17.มีเพียงชีวิตที่ทำเพื่อคนอื่นเท่านั้นที่ควรค่าแก่การมีชีวิต


18.ทุกอย่างมีค่าเสมอ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าไม่ควรจะทำมันอีก


19.คนฉลาดย่อมไม่นำแต่ตาม ย่อมไม่พูดแต่ฟัง


20.ทุกคนได้ยินในสิ่งที่คุณพูด ต่เพื่อนที่ดีที่สุดจะได้ยินแม้ในสิ่งที่คุณไม่ได้พูด


21.อวดโง่ดีกว่าอวดฉลาด


22.คนที่ว่าคนอื่นโง่ บุคคลนั้นโง่ยิ่งกว่า คนที่ว่าคนอื่นฉลาด บุคคลนั้นคือผู้ฉลาดอย่างแท้จริง


23.ฝันได้แต่อย่าหวัง


24.เรียนรู้ที่จะแพ้อย่างผู้ชนะ แล้วจะรู้จักกับคำว่าชัยชนะที่แท้จริง


25.นักปราชญ์ควรรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด


26.ความยึดถือคือความเจ็บปวด


27.พระเจ้าไม่ได้รักเรามากกว่าคนอื่น และไม่ได้รักคนอื่นมากกว่าเรา


28.อุปสรรคคือแบบทดสอบของชีวิต


29.ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต


30.สิ่งร้ายๆจะมาพร้อมกับสิ่งดีๆเสม

31.โลกใบนี้ยังมีมุมดีๆให้มอง


32.ตัวเรายังไม่ได้ดั่งใจเรา แล้วคนอื่นจะเป็นได้อย่างไร


33.ถนนบางสายไกลหน่อยแต่ก็ยังมีวันถึง


34.แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอาง แต่งใจด้วยความดี


35.ความเจ็บปวดทำให้หัวใจแข็งแกร่ง


36.เดินคนเดียวอาจไม่รู้สึกดีอะไร แต่อย่างน้อยก็มีที่แกว่งแขนมากขึ้น


37.ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วทำวันพรุ่งนี้ให้ดีกว่าเดิม


38.ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เพราะทุกปัญหาแก้ไขได้


39.ถ้าไม่ลองก้าวจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองวิ่งได้


40.ตึกสูงระฟ้ามาจากก้อนอิฐ


41.ใช้ชีวิตอยู่กับความจริง ยอมรับสิ่งที่เป็น มองเห็นข้อดีคนอื่น หยัดยืนด้วยขาตัวเอง


42.เราจะรู้รสชาติของความสุขก็ต่อเมื่อเราผ่านความทุกข์มาก่อน


43.ปัญหามีไว้แก้ และต้องแก้ด้วยตัวเองไม่ใช่ยืมมือคนอื่นมาแก้


44.จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์คือความเชื่อใจ


45.ทุกคนมีคุณค่าเพียงแต่มีโอกาสแสดงคุณค่าไม่เท่ากัน


46.บางทีการได้เจอปัญหามันก็ดีเหมือนกัน


47.สิ่งที่ผ่านมาแล้วจะกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีก


48.ไม่ว่าใครจะตายหรือหายไป สุดท้ายโลกก็ยังหมุนต่ออยู่ดี


49.น้ำตาให้ได้แค่ความเห็นใจ


50.ในการที่จะเริ่มต้นทำสิ่งใดทุกครั้งควรคิดถึงจุดจบด้วย